ความเปลี่ยนแปลง

posted on 26 Nov 2011 01:43 by apelox in Diary
 
วันนี้มี ๓ เรื่องจะเขียนถึงค่ะ
 
 
แรกสุด
 
ช่วงนี้นอกใจ exteen ไปใช้ wordpress เขียนบล็อกไดอารี่ภาษาอังกฤษ
 
หนีสแปมด้วยส่วนหนึ่ง ชอบธีมที่นั่นมากกว่าส่วนหนึ่ง  อัพรูปที่นั่นง่ายกว่าส่วนหนึ่ง
และคิดว่าถ้าเขียนบันทึกเป็นภาษาไทย ภาษาปะกิดคงไม่กระเตื้องอีกส่วนหนึ่ง
 
 
ภาษาอังกฤษออกแนวป่วย แต่ถ้าสนใจก็แวะไปดูได้  
พยายามอัพเดททุกวันก็เลยมีเรื่องเขียนเรื่อยๆ แต่เพราะพยายามอัพเดททุกวัน เนื้อหาส่วนมากเลยมีแต่น้ำท่วมทุ่ง ถ้าเขียนบล็อกที่นี่คงตั้งใจหาข้อมูลมากกว่านี้แน่ๆ  เหอะๆ
 
 
ไม่คิดจะทิ้งบล็อกนี้ไปไหนหรอกนะคะ ยังไงก็คงกลับมารีวิวอะไร เขียนเล่าอะไรบ้าง  
อยากทำอะไรหลายอย่างมากมายตั้งหัวข้อเอ็นทรี่ไว้เพียบ เหลือแค่เขียนเนื้อหานี่แหละน้า
 
สงสัยอย่างน้อยต้องรอปิดเทอมก่อนล่ะค่ะ
 
 
อ้อ URL คือ  https://apelophy.wordpress.com/  
 
 
 
 
เรื่องที่สอง
 

ตอนนี้ เขียนไดอารี่ภาษาอังกฤษไปได้สิบวันกับอยู่อังกฤษมาได้เกือบสามเดือน  สิ่งที่รู้สึกว่าสะดวกมากคือการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับคนหมู่มากและคนต่างวัย
 
 
ถ้าเป็นภาษาไทยกับภาษาญี่ปุ่นจะมีระดับภาษาที่ใช้สื่อสารกับคนที่ต่างวัยหรือสนิทต่างกัน  คำสรรพนามกับคำลงท้ายคงจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด  
 
แต่อยู่ที่นี่ไม่ว่าสื่อสารกับใครก็ใช้ระดับภาษาเดียวกัน สรรพนามคือ I กับ You เหมือนกัน  แม้แต่จะเรียกอาจารย์ด้วยชื่อได้ไม่มีความจำเป็นต้องเติม Professor ไปข้างหน้า  
 
ใช้ไปสักพักก็รู้สึกดีเหมือนกัน...
 
 
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเรียนคลาสป.โทที่มีคนต่างอายุกันแบบนี้ การใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งกับสองคำเดียวกันได้เหมือนกันกับทุกคนทำให้รู้สึกสนิทกับคนที่สนทนาด้วยได้   รู้สึกถึงความเป็นเพื่อนร่วมชั้นเดียวกันอย่างสนิทใจ 
 
 
คิดว่าที่ไทยอาจจะเห็นไม่ชัดนักถ้าไม่ได้เรียนภาคนอกเวลา  แต่ที่นี่ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยอย่างที่เรียนอยู่นี้ คอร์สแบบที่เรียนอยู่นี้จะเห็นชัมากด  เพื่อนร่วมชั้นเรามีหลากหลายอายุตั้งแต่ยี่สิบกลางๆ สามสิบต้นๆ สามสิบปลายๆ สี่สิบกลางๆ ไปจนถึงแปดสิบต้นๆ 
 
 
ถ้าอยู่ไทย กับเพื่อนร่วมชั้นที่อายุแปดสิบต้นๆ ยังไงก็คงต้องเรียกตัวเองว่า "หนู" เรียกฝ่ายตรงข้ามว่า "คุณป้า" หรือ "คุณยาย" ไปแล้วเป็นแน่แท้  
 
แต่ที่นี่ I กับ You จบ...
 
 
มันง่าย และ ทำให้รู้สึกว่าเท่าเทียมกัน เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันดี
 
 
 
 
ไม่ได้คิดว่าอยากให้ภาษาไทยเปลี่ยนเป็นแบบนี้หรอกนะคะ 
การมีระดับภาษาที่่ต่างกันกับคู่สนทนาแบบภาษาไทยหรือภาษาญี่ปุ่นก็เป็นเรื่องดี
 
แต่ในกรณีแบบนี้ เราว่าการไม่มีระดับภาษาและการมีสรรพนามที่ใช้ได้กับคนทุกวัย มันทำให้ความรู้สึกเก้อเขิน ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจมันน้อยลง  อีกทั้งหัวโขนที่เราแบกในฐานะคนอายุมากกว่ามันก็หนักน้อยลงไปเยอะ
ก็ดีอีกแบบเหมือนกัน
 
 
 
ลองคิดดูว่า ถ้าเราอายุ ๘๐ เดินไปเรียนป.โทกับเด็กรุ่นหลานแล้วเรียกตัวเองว่าป้าหรือยายจะเป็นยังไง?  
 
ถ้าเป็นผู้ชายยังพอถูไถเรียก "ผม" กับ "คุณ" ได้...(แต่ใช้แล้วก็ดูห่างเหินรึเปล่านะ?)  แต่ถ้าผู้หญิงคงหาคำเรียกตัวเองและฝ่ายตรงข้ามยากน่าดู...แค่จะพรีเซนต์หน้าห้องสมัยมัธยมฯ ยังละสรรพนามกันวุ่นเลย 
 
 
 
บางทีก็อดสงสัยไม่ว่าการที่คนที่นี่สมัครเรียนมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นป.ตรีหรือป.โทกันเมื่อตอนอายุมากๆ  ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะภาษาที่ใช้คุยกับเพื่อนร่วมชั้นมันทำให้บรรยากาศการเรียนเอื้อด้วยรึเปล่านะ  (บางคนอายุสามสิบกว่าแล้วเพิ่งมาลงเรียนป.ตรีร่วมกับเด็กป.ตรีอีกใบก็มี ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเปิดด้วย)  
 
เมื่อใช้ระดับภาษาเหมือนกันสรรพนามเหมือนกันหมดแล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่ต้องแบกกัน ความสัมพันธ์ของเราไม่ใช่พี่ ไม่ใช่น้อง ไม่ใช่ลุง ไม่ใช่ป้า ไม่ใช่คนที่อายุน้อยกว่า ไม่ใช่คนที่อายุมากกว่า ไม่ใช่คนที่อายุเท่ากัน ไม่ได้ห่างเหินและไม่ได้สนิทกัน  คนสองคนเป็น I กับ You
 
 
ถกปัญหาด้วยกัน เรียนด้วยกัน แบ่งงานกัน ไปดริงค์ด้วยกัน
อยู่ชั้นเดียวกัน อยู่คอร์สเดียวกัน เรียนอย่างเดียวกัน
ไม่ใช่คนที่ต้องเคารพ ไม่ใช่คนที่ต้องคอยเกรงใจเพราะอายุมากกว่า  
มองกันที่ความสามารถปัจจุบันกัน
 
 
ถึงเราจะอายุมากกว่า ห่วยกว่าก็ช่างปะไร
ถึงเขาจะอายุมากกว่า มีประสบการณ์เรียนอย่างอื่นทำงานอย่างอื่น เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานมาก่อน ก็แล้วไง
ยังไงเราก็มาที่นี่เพื่อเรียน พัฒนาฝีมือและความรู้เหมือนๆ กัน
 
 
ความคิดเกี่ยวกับความเท่าเทียมในสังคมที่สะท้อนผ่านสรรพนาม
และสรรพนามที่ทำให้ความคิดเท่าเทียมในสังคมเป็นไปได้สะดวกขึ้น
ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันไม่รู้  
 
แต่สองอย่างก็เอื้อกันสร้างให้สังคมเป็นแบบนี้สินะ
ซึ่งในมุมหนึ่ง เป็นแบบนี้มันก็ดีเหมือนกัน
 
 
 
 
 
เรื่องที่สาม 

 
ช่วงหลังรู้สึกว่าแม้แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและความรู้สึกต่อครูอาจารย์ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
 
จริงๆ ไม่ได้มาเริ่มรู้สึกหลังจากมาอยู่ที่นี่หรอกนะคะ  
แต่มารู้สึกเปลี่ยนชัดๆ หลังมาอยู่ที่นี่เพราะบรรยากาศมันพาไปอย่างมาก
 
(เช่น เห็นติวเตอร์สี่คนแนะนำไม่เหมือนกันสักอย่าง เห็นว่าเล็คเชอร์ที่จดไปมันมีคำถามและข้อโต้แย้งหนึ่งกระบุงโกย  เห็น lecturer ผู้ทรงคุณวุฒิสองคนโต้แย้งกันเองหน้าชั้นเรียน)
 
นั่นคือ...
 
 
ครูอาจารย์  ไม่ใช่ยอดมนุษย์ที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก 
ไม่ใช่คนที่เราต้องฝากความเชื่อถือไว้  ไม่ใช่คนที่เราต้องเชื่อฟังทุกอย่างไม่มีเงื่อนไข
ความรู้ที่เราได้ฟังก็ไม่ใช่ความรู้ที่เป็น absolute จริงไปหมดเสียทุกอย่าง
 
 
ครูอาจารย์เป็นมนุษย์คนหนึ่ง คนที่รู้มากกว่าเรา
เราจึงขอคำแนะนำ ขอให้ช่วยชี้แนะแนวทางให้เรา
ซึ่งถ้าเราไม่เชือ เราเห็นต่าง เราคิดว่ามันไม่เหมาะกับเรา  ก็ไม่ใช่เรื่องผิด
 
เพราะสุดท้ายแล้ว  คนที่เราต้องเชื่อ เราต้องพึ่งพาก็คือตัวเราเอง...
 
 
 
 
 
人間は変るものだ
 
มนุษย์นั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
 
ย้อนกลับไปดูตัวเองเมื่อสิบปีก่อนพบว่าตัวเองทั้งภายนอกและภายในเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ
จะว่าไปแล้วย้อนกลับไปดูตัวเองเมื่อหนึ่งปีหรือสองปีก่อน ก็ต่างกับตอนนี้อย่างไม่น่าเชื่อ
หลายอย่างที่คิดว่าจะไม่ทำ จะไม่ไม่เกิดขึ้น ก็ทำไปแล้ว เกิดขึ้นไปแล้ว
 
อยากรู้เหมือนกันว่าหนึ่งปีหรือสองปีหลังจากนี้
และสิบปีหลังจากนี้ เราจะเปลี่ยนไปยังไงนะ
 
 
แต่ไม่ว่ายังไง ก็หวังว่าตัวเองจะไม่เปลี่ยนไปเป็นคนแบบที่ ณ ตอนนี้เกลียดเลยย
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ในฐานะแฟนบล็อก (และผีบล็อกในบางเวลา)

แอบตามไปอ่านค่ะ แหะๆ

เรื่องระดับภาษานี่เห็นด้วยนะคะ
ภาษาไทยเราคำสรรพนามหลายระดับมากจริงๆ
ตอนไปลงเรียนคอร์สญี่ปุ่นก็เรียนกับพี่ข้างๆที่อายุมากกว่าเรา เวลาคุยก็ต้องคอยนึกถึงเรื่องนี้ คุยๆก็เหมือนมีช่องว่างนิดๆ แอบเกร็ง ฮา

ยังไงก็อย่าลืมมาอัพทางนี้มั่งนะคะพี่หงส์

#6 By atom on 2012-01-15 04:35

+ เรื่องที่หนึ่ง
ไม่รู้ผมคิดไปเองเปล่าครับ รู้สึกว่า...
สำนวนในไดอารี่ภาษาอังกฤษของคุณหงส์
ดูมีชีวิตชีวากว่าที่เขียนเป็นภาษาไทยอีกนะ
(ไม่รู้ตั้งใจแบบนี้หรือว่าภาษาผมไม่แข็งแรง ^^")

+ เรื่องที่สอง
ตอนเรียนก็เคยเจอมาแล้วเหมือนกัน
ก็จริงครับ พอใช้สรรพนามระดับเดียวกัน
ก็ลดช่องว่างอะไรได้เยอะเลย
(แต่ภาษาเราต้องไม่ง่อยนะ ไม่งั้นเสร็จแน่ :D)

+ เรื่องที่สาม
คิดว่าคงเป็นที่คณะและลักษณะวิชาด้วยมั้งครับ
คือบางอย่างขึ้นอยู่กับความพอใจเฉพาะบุคคล
ต่างคนก็ต่างมุมมอง ไม่มีถูกผิด critic กันได้เต็มที่
เดี๋ยวคุณหงส์ก็ชินเองแหละครับ ^^

See you (จบสั้น ๆ แบบอังกฤษนี่แหละ confused smile)

#5 By DurianGuan ป่วนรัก on 2011-11-30 21:57

ชอบ I กับ You เหมือนกันค่ะ จำง่ายใช้ง่าย ไม่ต้องดูอาวุโสด้วย big smile

มนุษย์นั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ << ชอบจังเลยค่ะ confused smile

#4 By chou' on 2011-11-28 09:45

ปล.ชอบอ่าน Peter Rabbitเหมือนกันหรอคะembarrassed ภาพประกอบมันน่ารักดีเนอะ big smile

#3 By Kanya on 2011-11-27 02:46

เห็นด้วยกับความเป็น I กับ You ของต่างชาติค่ะopen-mounthed smile

#2 By Kanya on 2011-11-27 02:45

สวัสดีค่ะ บังเอิญหลงเข้ามาได้อ่านพอดี
เราเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่ค่ะ บางทีก็เพลียกับระดับภาษาที่เยอะมากจนจำไม่หวาดไม่ไหว
แต่ก็เข้าใจได้ว่า คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับวัย ความอาวุโส
หรือจริงๆเค้าอาจจะให้ความสำคัญกับมารยาทมั้งคะ ฮา พูดไม่ค่อยถูก
ส่วนตัวแล้วชอบเหมือนกันค่ะ สรรพนาม I กับ you ^^

พี่ชายกำลังเรียนโทอยู่อังกฤษเหมือนกันค่ะ ไปได้ 3-4 เดือนแล้ว
ถ้าบังเอิญก็อาจจะเป็นม.เดียวกันก็ได้นะคะ big smile

#1 By japanicsw on 2011-11-26 03:18