สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้
...อาจจะไม่ใช่เรื่องสากล อาจจะเป็นแค่เฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน
...เป็นความเห็นของจขบ.และเพื่อนไม่กี่คน
..เป็นสิ่งที่ได้พบเห็น ได้รับรู้ในช่วงประสบการณ์กับคนไม่กี่กลุ่มในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  
 
อาจจะถูกหรือไม่ถูกก็ได้  ขอให้ใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างสูงด้วยค่ะ
 
 
 
 
วันนี้คุยกับฉีเจินเรื่องชีวิตหอกับเมท เธอพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งที่ค่อนข้างโดนใจคือ
 
"มันอาจจะเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม"
 
 
ด้วยมาจากแถบที่สภาพอากาศใกล้เคียงกัน ประสบการณ์ที่คล้ายกัน นิสัยที่คล้ายกัน เราพบว่าพฤติกรรมหลายๆ เรื่องของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่เราทนไม่ได้  และปรากฎการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นและได้พบเจอแล้วเราไม่เข้าใจนั้น...ตรงกัน
 
 
 
แรกสุดคือเรื่องครัวและการล้างจาน
 
เราบ่นตรงกันเรื่องคนที่นี่ (อย่างน้อยก็เมทเราสองคน) ไม่ค่อยล้างจาน  
อาจจะเป็นเพราะอากาศหนาว ไม่มีมด แมลงสาบทำให้เขาไม่ค่อยล้างจานกันสักเท่าไร  
 
ไม่ล้างวันหรือสองวันนั้นไม่เป็นไร แต่นี่คือไม่ล้างเป็นอาทิตย์เป็นประจำ...คนล้างทุกวันคือคนชอบทำความสะอาด คนซกมกคือไม่ล้างครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือน  ในขณะที่เราต้องล้างหลังใช้ทันทีและคนที่ไม่ล้างสามวันนั้นเรียกว่าซกมก
 
เดี๋ยวนี้ดีหน่อยที่เมทเราเริ่มหันมาล้างบ่อยขึ้น แต่ก็ยังไม่ถือว่า "บ่อย" ในความรู้สึกเราๆ อยู่ดี
 
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่านี่เป็นเฉพาะคน และบังเอิญคนหลายคนโดยเฉพาะคนยุโรปที่เราอยู่ด้วยเป็นอย่างนี้หรือมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแพร่หลายจนเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมจริงๆ
 
 
 
อย่างที่สองคือเรื่องพื้นที่ส่วนตัว
 
เรากับฉีเจินเคยอยู่หอเหมือนกันมาก่อน  แต่เราเคยอยู่แต่หอญี่ปุ่นเลยไม่รู้เหมือนกันว่าที่ไทยเป็นยังไง เท่าที่ฟังจากแยมเธอก็ว่ามีลักษณะคล้ายกันอยู่...
 
 
หอที่เรากับฉีเจินเคยอยู่ เป็นหอห้องน้ำรวมเล็กๆ ห้องนอนห้องหนึ่งต้องใช้ร่วมกับคนอีก ๒ - ๗ คน  ทรัพย์สมบัติส่วนตัวมีแค่เตียงสองชั้น ตู้เสื้อผ้า โคมไฟและโต๊ะตัวเล็กๆ  พื้นที่ส่วนตัวเรามีแค่เตียงและพื้นที่นั่งเขียนหนังสือหน้าเตียงขนาดเสื่อทาทามิหนึ่งผืน (ใหญ่กว่าเสื่อโยคะหน่อยนึง)
 
แต่คนที่อยู่ร่วมกันเคารพความเป็นส่วนตัวกัน  เวลาเราจะฟังเพลงเราใช้หูฟัง เราสามารถอ่านหนังสือสอบและนอนระหว่างวันได้ไม่มีปัญหาอะไร  คนที่หนวกหูที่สุดจนเป็นที่ร่ำลือคือคนที่เสียบหูฟังและนั่งร้องเพลงหนุ่มค่ายจอห์นนี่ในลำคอทุกคืนบนเตียงตัวเอง
 
ถึงจะไม่มีพื้นที่ส่วนตัว แต่ก็เคารพความเป็นส่วนตัวกัน
 
 
 
ในขณะที่หอที่นี่ ถ้าเทียบกับเตียงกับเสื่อหนึ่งผืนถือว่าเราได้ที่ค่อนข้างห้องกว้างขวาง (แต่ถ้าเทียบกับราคาค่าเช่าก็เป็นพื้นที่ขนาดแมวดิ้นตาย  ความยาวห้องเท่ากับเตียง+ระยะเดินห้าก้าวถึงหน้าประตู ความกว้างเท่ากับโต๊ะเขียนหนังสือ+เก้าอี้+เตียง)  
เรามีพื้นที่ส่วนตัว มีห้องส่วนตัว มีโต๊ะยาว มีสองตู้ ไม่ต้องแชร์ห้องน้ำ ไม่ต้องแชร์ราวตากผ้ากับใคร  
 
 
แต่การเคารพความเป็นส่วนตัวของกันมันน้อยเหลือเกิน
 
 
เวลากลับมาจากผับมันเสียงดังมาก เสียงคุยข้างห้องมันดังมาถึงอีกห้องหนึ่ง  คนที่หนวกหูที่สุด (คิทเช่นเมทจขบ.เอง) เปิดเพลงดังขนาดในรัศมีสองห้องได้ยินชัดเจนว่ากำลังเปิดเพลงอะไรอยู่  
 
เมทฉีเจินเองที่มารยาทดีกว่าเมทเราคนที่ว่า ก็ยังเปิดเพลงดัง  บางทีไม่ได้เปิดในห้องตัวเองแต่มาเปิดในครัว...แม้เพลงจะเพราะ แต่ครัวคือพื้นที่สาธารณะที่คนอื่นมีสิทธิ์จะทำกับข้าวอย่างเงียบๆ เหมือนกัน 
 
 
 
จะว่าไปปัญหาเรื่องเคารพพื้นที่ส่วนตัวอาจมาจากนิยามของแต่ละแห่งเกี่ยวกับพื้นที่ส่วนตัว...และพฤติกรรมที่แต่ละสังคมปฏิบัติกับคนใกล้ตัวรึเปล่าก็ไม่รู้
 
 
ห้างที่นี่จะไม่เปิดเพลงดังหนวกหู รถไฟก็จะสงบเงียบ สวนสาธารณะก็เงียบ ในขณะที่ไทยจะตรงกันข้าม   
อดคิดไม่ได้ว่าเขาอาจจะมองว่าพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ต้องเคารพสิทธิ์ในความเงียบของคนอื่น ในขณะที่ห้องส่วนตัวหรือครัว มันเป็นพื้นที่ของเขา เป็นบ้านเขา จะทำอะไรตามใจได้เต็มที่  คนที่อยู่ด้วยเป็นคนในถ้ามีอะไรไม่พอใจเดี๋ยวอีกฝ่ายก็บอกมาตรงๆ เอง
 
ในขณะที่ไทยเป็นอาทิ มองว่าสำหรับคนในที่อยู่ด้วยกันต้องเกรงใจกัน พยายามไม่กระทบกระทั่งกันเพราะเราไม่ค่อยพูดกันตรงๆ  แต่พื้นที่อย่างสวน รถไฟ ห้างคือพื้นที่สาธารณะที่ไม่มีความเป็นส่วนตัวอยู่ 
 
ส่วนกรณีไต้หวันกับญี่ปุ่น (โดยเฉพาะญี่ปุ่น) นั้นก็เหมือนไทยในแง่อยู่ด้วยกันต้องเกรงใจกัน ไม่กระทบกระทั่งกัน ต้องอ่านบรรยากาศเอาเองเพราะคนจะไม่พูดสิ่งที่คิดออกมาตรงๆ  แต่ความเป็นคนในที่ต้องระวังพฤติกรรมต่อกันนั้นมันกว้างกว่าของไทยมากเลยรวมพื้นที่อย่างสวนหรือรถไฟเข้าไปด้วย  
 
 
???
 
 
ไม่รู้สินะคะ
เราอาจจะคิดมากไป อาจจะพยายามทำความเข้าใจอะไรมากเกินไปจนจับแพะชนแกะเพ้อเจ้อไปก็ได้
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เหมือนได้เจออีกโลกอย่างสิ้นเชิง ก็เลยพยายามจะหาทฤษฎีอะไรมาทำความใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองและคนสนิทรอบข้างน่ะค่ะ
 
นี่อาจจะเป็นเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมจริงๆ หรืออาจจะเป็นเรื่องของคนไม่เกรงใจกลุ่มหนึ่งก็ได้
 
แต่ยังไงจะถูกไม่ถูก จะเป็นเพราะอะไร มันก็คงใช้กับทุกสถานการณ์กับทุกคนไม่ได้หรอกเนอะ เพราะถึงจะบอกว่าเอเชีย...ยุโรป...ไทย...ญี่ปุ่น...ไต้หวัน ยังไงประเทศหรือทวีปมันก็มาจากคนหลายล้านรวมกันนี่นะ
 
 
 
 
ยังไงถ้ามีประสบการณ์อะไรหรือความเห็นอะไรก็แชร์กันด้วยนะคะ ^^
มุมมองโลกจะได้กว้างขึ้นอีก...
 
 

Comment

Comment:

Tweet

เนื้อหาดีมากครับผม

#6 By ลมูล on 2012-03-23 00:26

ขอบคุณเรื่องราวดีๆนะครับ
เรื่องนี้ก็คงเป็นอย่างที่คุณหงส์ว่ามาแหละครับ
คงไม่ต้องถึงขนาดต่างชาติต่างวัฒนธรรมหรอกครับ
แค่ต่างครอบครัวกัน พื้นที่ส่วนตัวก็ไม่เหมือนกันแล้ว

ป.ล. จะมีก็ยอม ๆ หน่อยก็บนรถเมล์นี่แหละ
เพราะถ้าไม่ยอมก็ไม่รู้จะยืนตรงไหน ^^"

#4 By DurianGuan ป่วนรัก on 2012-03-22 10:15

ในฐานะเด็กหอ เราอาจจะจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่เคารพความเป็นส่วนตัวเท่าไหร่นะคะพี่หงส์ แหะๆ
เวลาอยู่กับเมท เรากับเมทไม่เคยฟังเพลงด้วยหูฟังเลยล่ะ เปิดออกลำโพงฟังเสียงดังๆตลอด ผลัดกันเปิดคนละวัน เป็นการยัดเยียดรสนิยมทางการฟังเพลงให้อีกฝ่าย(?)

แถมห้องที่อยู่ติดกันก็เป็นเพื่อนกัน เลยผลัดกันเดินสวนสนามเข้าออกห้องกันเป็นว่าเล่นอย่างไม่เกรงใจ

sad smile

แต่บางทีถ้าเรารู้สึกว่าถูกรุกรานพื้นที่ส่วนตัวมากไป หรืออีกฝ่าย"ล้ำเส้น" ก็คุยกัน ยังไงคนที่อยู่ด้วยกันนานๆ กระทบกระทั่งกันมันก็เรื่องธรรมดานะ พอคุยกันเคลียร์ก็ไม่มีปัญหา
ส่วนนึงเพราะเมทเราไม่ใช่คนคิดมากด้วยล่ะ
บางเรื่องเราคิดว่าถ้าไม่ลองถามลองคุยก็จะไม่เข้าใจนะคะ confused smile

ปล. ไม่เห็นพี่หงส์อัพบล็อกนานมากก ตื่นเต้น

#3 By atom on 2012-03-01 02:13

Hot! Hot! Hot!

มันคงจะต่างกันที่วัฒนธรรมของแต่ละที่จริง ๆ นั่นแหละครับ..

ในอีกมุมหนึ่ง คงเป็นสีสรรหรือความแปลกใหม่ที่บางครั้งก็ทำให้เราถึงกับอุทาน..

เฮ้ย.. ทำไมทำอย่างนี้ฟระ 555+^^sad smile big smile
เรื่องไม่ล้างจานอาจจะเป็นเพราะว่าเค้าชินกับเครื่องล้างจานรึเปล่าคะ เดาเอานะopen-mounthed smile

#1 By Kanya on 2012-02-24 06:49