อยู่ที่อังกฤษมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ทักษะภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ดีขึ้นสักเท่าไร
ไม่ว่าจะเป็นการพูด สำเนียง การเขียน หรือแกรมมาร์
 
เหตุผลหลักๆ เป็นเพราะไม่ค่อยได้สุงสิงกับเจ้าของภาษานานเกินชั่วโมง และไม่ได้เรียนอะไรที่ต้องอ่านเขียนหรือพูดมากมาย
 
 
แต่อย่างน้อยแปดเดือนที่ผ่านมาการฟังก็ดีขึ้นเล็กน้อย...
 
จากแต่เดิมที่ฟังคิทเช่นเมทบางคนไม่รู้เรื่องอย่างรุนแรง ชนิดถาม "Pardon" สามหนก็ยังไม่เข้าใจสักคำว่าเธอพูดอะไร ตอนนี้ถ้าคุณเธอไม่ใช้ศัพท์แสงอะไรที่มันแนวจ๋า ก็พอจะฟังรู้เรื่องกว่า ๗๐%แล้ว!    
 
ฟังดูเหมือนทำไมฟังรู้เรื่องแค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์... แหม สำเนียงเธอฟังยากจริงๆ นะเคอะ ขนาดเพื่อนอเมริกันยังบอกเลยว่า พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่แท้ๆ ยังฟังคนที่มาจากแถบนอริชแบบนี้ไม่ค่อยรู้เรื่องเลย
 
 
เอาเข้าจริงคนอังกฤษก็ไม่ได้พูดสำเนียงอังกฤษ BBC English / Queen's English  กันเท่าไร  ลำพังสำเนียง British English ก็ฟังยากอยู่แล้วโดยเฉพาะคนไทยที่ชินสำเนียงอเมริกันมากกว่าอย่างจขบ. ยิ่งเจอเพื่อนหลายคนที่มีสำเนียงถิ่นยิ่งตายไปเลย...
 
 
 
สำเนียงเป็นเรื่องหนึ่งที่ยาก
แต่อีกเรื่องที่ยุ่งยากคือสำนวนเล็กๆ น้อยๆ ในประจำวันที่คนที่นี่ใช้แล้วมันต่างจากที่เคยเรียนมาบ้าง สำคัญกว่าที่เคยเรียนมาบ้าง  
 
พอเจอบ่อยเข้าก็ชักอยากจะมาเล่าให้คนอื่นฟังจะไม่งงเหมือนตัวเอง 
 
 
ประโยคและคำที่ได้ยินบ่อยมากๆๆๆๆ (และจำได้) คือ
 
 
 
Are you alright?
 
ได้ยินช่วงแรกต้องกลับมาส่องกระจกว่าไปทำหน้าเหวี่ยงอะไรเมทเข้าอีกรึเปล่า 
เอาเข้าจริง สำนวนนี้จะใช้แนวๆ เท่ๆ แทนถามว่า How do you do? 
ผู้ใหญ่จะยังใช้ How do you do? หรือไม่ก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ เพื่อนไม่ใช้แน่
 
 
 
 
What are you up to?  /
What have you been up to?
 
 
ได้ยินบ่อยมากหลังวันหยุด  รูปแนวๆ ของ "What are you doing?"  
แปลเป็นไทยคง "เป็นไงบ้าง" 
 
 
 
 
Fair enough.
 
ตัวอย่าง  
 
คิทเช่นเมท 1:  อ้าว ไม่เห็นเธอใช้ครัวมาตั้งนานแล้วนะ 
คิทเช่นเมท 2:  ฉันไปใช้ครัวข้างล่างกับเพื่อนน่ะ (ก็ยูเล่นปาร์ตี้เสียงดังตลอดอ่ะ)
คิทเช่นเมท 1:  Oh.  Fair enough.
 
 
แฟร์ตรงไหน???
 
Fair ในสำนวนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความยุติธรรมแต่อย่างใด
เมื่อถามอะไรใครสักอย่างแล้วได้คำตอบที่ทำให้รู้สึกว่า "อ้อ อย่างนี้เอง" "ว่าแล้วเชียว" 
ก็จะว่า "Fair enough." 
ใครเรียนญี่ปุ่นก็คงอารมณ์เดียวกับ 「なるほど」
 
 
อีกตัวอย่าง
 
คิทเช่นเมท: อ้าว ไหนตอนสิบโมงยูว่าจะไปลอนดอน? (ยังอยู่ทำไม ไอจะปาร์ตี้)
จขบ.:  อีีกเดี๋ยวนึง  รถไฟออกหนึ่งทุ่มน่ะ 
คิทเช่นเมท:  Fair enough.  (มิน่า...)
 
 
 
 
Sentimental / Emotional
 
อันนี้ไม่ได้เป็นสำนวน แต่เป็นคำๆ หนึ่งที่ใน British English มีความหมายต่างจาก American English 
 
 
Sentimental แปลได้ว่า มีอารมณ์อ่อนไหว ซาบซึ้ง สะเทือนอารมณ์ได้ง่าย เห็นใจ รู้สึกเกินควร  
 
คล้ายกับ
 
Emotional   แปลได้ว่า  มีอารมณ์อ่อนไหว สะเทือนอารมณ์  เร้าอารมณ์ เกี่ยวกับความรู้สึก
 
ความหมายในพจนานุกรมอาจจะไม่ต่างกันมาก แต่สำหรับคนอังกฤษสองคำนี้ต่างกันมาก
อาจารย์ย้ำนักย้ำหนาว่าสำหรับคนอังกฤษ sentimental มีความหมายในทางลบ  แปลแล้วอาจใกล้เคียงกับ "รู้สึกเกินควร" ภาพหรือหนังสือที่ sentimental จะเป็นผลงานที่พยายามบิลด์อารมณ์จนดูแล้วแป็ก คนดูเห็นแล้วอนาถใจ มากกว่าซาบซึ้ง (เพราะฉะนั้นยูอย่าแต่งเรื่องอะไรให้มันดู Sentimental) 
 
ฉะนั้นถ้าเห็นที่ไหนคนอังกฤษวิจารณ์ว่านี่ sentimental  แสดงว่าเขากำลังด่าอยู่น่ะค่ะ
 
 
(อาจจะเป็นเพราะคนที่นี่ชอบสงวนท่าที เก็บอารมณ์และไม่ค่อยสุงสิงกับใคร  พฤติกรรมหรือกิริยาที่แสดงอารมณ์มากเกินไปเลยไม่ได้การยอมรับหรือชื่นชมก็ได้มั้งคะ ^^)
 
 
 
 
See you / See you in a bit / See you later / See you then / See you soon / See you around / See you tomorrow
 
 
สำนวนเวลาจะลาจากกันชั่วคราว
ถ้าต้องลาจากกันบ่อยเหมือนจขบ.กับเมทก็หยิบใช้สักวลีสลับกันใช้ไปมาเพื่อความไม่จำเจ  แต่แต่ละคำก็แตกต่างกันเล็กน้อยนั่นแล
 
 
See you...  ไม่ได้ระบุเวลาว่าเมื่อไร
See you in a bit... อีกเดี๋ยวเดียวก็ได้เจอกันอีกแล้ว
See you later...  แล้วเจอกันทีหลัง 
See you then... พูดแบบนี้มักจะรู้กันหรือนัดกันไว้แล้วว่าจะเจอกันอีกเมื่อไร
See you soon... แล้วเจอกันเร็วๆ นี้
See you around...อาจจะเดินมาจ๊ะเอ๋กันที่โน่นที่นี่ แต่ไม่ได้กล่าวถึงเวลาว่าจะอีกนานแค่ไหน
See you tomorrow...เจอกันพรุ่งนี้ 
 
และ 
 
See you when I see you...เมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละ...
 
 
 

 
Please...
 

ฟังดูเหมือนหยิบมาพูดถึงทำไม เรียนแต่วันแรกในชั่วโมงภาษาอังกฟษ แต่ please เป็นคำสำคัญมาก (กว่าที่คิด) คำหนึ่งที่ต้องพูดให้ติดปากเมื่อมาอังกฤษค่ะ  
 
อาจารย์เน้นตั้งแต่วันปฐมนิเทศน์เลยว่า Please เป็นคำที่จำเป็นมาก  จะขอให้ใครทำอะไรให้ก็ตาม ต้องมี please นำหน้าหรือพ่วงท้ายเสมอไม่ว่าคู่สนทนาจะเป็นใครหรืออายุเท่าไร  จะถือว่าสนิทกันแล้วไม่มี please ไม่ได้!
 
 
ตัวอย่างที่เห็นคือ
 
พ่อแม่ดุลูกอายุ 4 ขวบก็เติม please เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
คิทเช่นเมทที่อยู่ด้วยกันมาแปดเดือนจะขอให้อีกคนช่วยหยุดไมโครเวฟให้ก็ขอว่า please
เพื่อนผู้ชายที่สนิทจนพูดชิท ฟัก กันทุกประโยค เวลาจะขอให้อีกฝ่ายหยิบอะไรให้ก็ยังพ่วง please
 
 
ฉะนั้น ยังไงก็ห้ามลืมนะ พลีสสสส
 
 
 
 
Sorry...
 

อีกหนึ่งคำพื้นฐานที่ต้องใช้ตลอดค่ะ  อาจารย์ก็เน้นเช่นกันว่า ไม่ว่าจะเดินไปเฉียด / ชน / กระแทกใครเข้าให้ ทำผิดไม่ผิดหรืออะไร ต้อง sorry ไว้ก่อน  แน่นอนว่าส่วนมากเขาก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ถ้าไม่พูด sorry ล่ะคนอังกฤษอาจจะหงุดหงิดมาก
 
(หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เจอหน้าเมทจอมรกที่ไร ฮีพูด "Sorry" ตลอด?)
 
 
ที่นี่มารยาทต้องมาก่อนเสมอ
 
มีการ์ตูนล้อคนอังกฤษเล่มหนึ่งชื่อ How to be British Collection เป็นหนังสือดังและขายดีมากเพราะจะตั้งหราอยู่ตามศูนย์ท่องเที่ยวทั่วประเทศ  หน้าปกเป็นภาพนักท่องเที่ยวตกน้ำแล้วตะโกนให้สุภาพบุรุษชาวอังกฤษที่จูงหมาเดินเล่นอยู่แถวนั้นช่วยว่า "Help!"  แต่ชายคนนั้น (และหมา) หาสนใจไม่
 
 
นักท่องเที่ยวจึงต้องเปลี่ยนวิธีพูดใหม่เป็น
 
"Excuse me, Sir.
I'm terribly sorry to bother you, but I wonder if you mind helping me a moment, as long as, it's no trouble, of course."
 
 
ผู้ชายคนนั้น (และหมา) วิ่งหาห่วงมาโยนให้ด้วยความเต็มใจทันที
 
 
 
 
ฉะนั้น คุยกับคนอังกฤษสำนวนพื้นฐาน please, sorry และ thank you นี่แหละจำเป็นที่สุดเลยค่ะ
 
 
 
 
พูดถึงสำนวนเล็กๆ น้อยๆ ไปแล้วก็มาพูดถึงวิธีออกเสียงบางคำบ้าง...
 
ชื่อสถานที่ที่นี่ออกเสียงไม่ค่อยตรงกับที่เขียนเท่าไร
ส่วนมากชอบไม่ออกเสียงตัว w กับ h กันและถ้าเราพูดผิดเขาก็งง ก็เลยอยากมาเขียนไว้เล็กๆ น้อยๆ 
 
 
River Thames - แม่น้ำเทมส์  ไม่ใช่ เธมส์  ไม่ต้องใช้ฟันแตะลิ้นเวลาออกเสียงน่ะค่ะ  แต่ถ้าเป็น Thames river ใน connecticut อ่านว่า เธมส์
 
Norwich - นอริจ
Warwick - วอริค
Lichester - เลสเตอร์
Tottenham - ทอทแนม
Salisbury - ซอลส์บรี
Derby  -  ดาร์บี้
Greenwich - กรินิช
 
Magdalene College - มอ ดลิน
Magdalen Hill - มอน ฮิลล์
 
River Cam - แม่น้ำแคม
Cambridge - เคมบริดจ์
 
 
หลายแห่งก็คุ้นชื่ออยู่แล้วแต่มาเห็นคำศัพท์ทีไรอ่านผิดหรือสะกดผิดทู้กที
 
 
 
เอาเข้าจริง อย่างว่าแต่สถานที่ในประเทศอังกฤษ คำในภาษาอังกฤษก็ออกเสียงไม่ตรงกับที่เขียนทั้งนั้น...ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น Good ไม่ใช้ กู้ด แต่เป็น กื๊ด... Spinach (ผักขม) ไม่ใช่ สปินาช แต่เป็น สปินิช  leopard (เสือดาว) ก็ไม่ใช่ลีโอพาร์ดหรือเลียวพาร์ด แต่เป็น เลพ-เพิด  History ก็เป็น ฮิสทรี 
 
 
จะให้จำและออกเสียงได้เหมือนเจ้าของภาษาเป๊ะก็คงไม่ได้ เพราะจะว่าไปเจ้าของภาษาสำเนียงก็ยังออกเสียงไม่เหมือน Talking dict อย่างคิทเช่นเมทคนนั้นของเราเป็นต้น ^^;
 
แต่บางคำ อย่างคำเรียกสถานที่หลายแห่งถ้าไม่จำและพยายามออกเสียงให้ถูกก็ไม่ได้อีก เพราะเวลาออกเสียงผิดคนอื่นก็จะไม่ (พยายาม) เข้าใจเลย  (- -;)
 
 
 
 
วันนี้ก็ประมาณนี้แหละค่ะ
ถ้าคิดอะไรออกแล้วจะมาเขียนใหม่ Money mouth
 
 
 
 
 
ปล. ช่วงนี้ขยันอัพบล็อกเพราะเดดไลน์งานใกล้เข้ามาทุกที
จิตใจต่อต้านเลยแก้เครียดด้วยการหาเรื่องเขียนอย่างอื่นที่ไม่ใช่งานแทน Kiss
 

Comment

Comment:

Tweet

เจ๋งอ่ะ double wink double wink

#5 By ผ่านมา (125.25.166.35|125.25.166.35) on 2015-08-19 10:23

อ่านแล้วเพลินจริงๆค่ะ

#4 By ครัม (118.174.103.98) on 2013-07-27 12:34

รู้จักคำว่า Sentimental เพราะดูซีรีส์ Sherlock ของ BBC ค่ะ ฮ่า
ดูแล้วชอบสำเนียงอังกฤษมากกก มันมีเสน่ห์อย่างงี้นี่เอง   
ส่วนทอทแนม เราอ่านถูก เพราะดูบอลค่ะ ฮ่าา

#3 By atom on 2012-08-03 20:20

ชื่อเมืองแบบบริติชนี่ถ้าไม่มีใครบอก(หรือรู้จักชื่อทีมฟุตบอลมาก่อน) คงออกเสียงกันไม่ถูกแน่ ๆ ครับ big smile

อย่าง"วันพุธ" Wednesday ถ้าไม่ได้"จำ"มาตั้งแต่เด็ก
แล้วมาเจอคำนี้ตอนโตแล้ว ผมก็คงออกเสียงไม่ถูกเหมือนกัน ^^"

#2 By DurianGuan ป่วนรัก on 2012-04-26 11:19

โอ้ว เป็นประโยชน์มากฮะ
บางอันไม่เคยใช้ จะลองไปใช้ดู big smile Hot! Hot!

#1 By drpetong on 2012-04-22 09:22